เครื่องอบโอโซนสำหรับคาร์แคร์


เครื่องผลิตโอโซนสำหรับรถยนต์
บริการช่วยลดกลิ่นในห้องโดยสาร เติมเต็มงานคาร์แคร์ให้ครบวงจร
รถยนต์ที่ใช้งานเป็นประจำอาจสะสมกลิ่นอับ กลิ่นบุหรี่ กลิ่นอาหาร กลิ่นสัตว์เลี้ยง รวมถึงกลิ่นจากความชื้นบริเวณพรม เบาะ และระบบปรับอากาศ การล้างรถหรือดูดฝุ่นเพียงอย่างเดียวอาจทำให้รถดูสะอาดขึ้น แต่ยังไม่สามารถแก้กลิ่นที่แทรกอยู่ในวัสดุและช่องทางเดินอากาศได้ทั้งหมด
เครื่องผลิตโอโซนสำหรับรถยนต์ จึงเป็นอุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจคาร์แคร์ ศูนย์บริการรถยนต์ ร้านทำความสะอาดภายใน และธุรกิจรถมือสอง เพราะสามารถนำมาพัฒนาเป็นบริการดูแลกลิ่นภายในรถแบบมืออาชีพได้
อย่างไรก็ตาม โอโซนไม่ควรถูกนำเสนอว่าเป็นเครื่องฟอกอากาศที่เปิดใช้งานขณะมีคนอยู่ในรถ เนื่องจากโอโซนเป็นก๊าซที่ระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ และต้องใช้งานภายใต้ขั้นตอนควบคุมความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
เหมาะสำหรับแก้ปัญหากลิ่นแบบใด
บริการโอโซนอาจเหมาะกับรถที่มีปัญหา เช่น
กลิ่นอับจากความชื้นในห้องโดยสาร
กลิ่นอาหารหรือเครื่องดื่ม
กลิ่นบุหรี่ที่ติดเบาะและพรม
กลิ่นสัตว์เลี้ยง
กลิ่นภายในรถมือสองหรือรถเช่า
กลิ่นหลังทำความสะอาดคราบสกปรก
กลิ่นจากระบบปรับอากาศ หลังตรวจสอบและทำความสะอาดต้นเหตุแล้ว
***ประสิทธิภาพจะแตกต่างกันตามชนิดของกลิ่น ปริมาณสิ่งปนเปื้อน วัสดุภายในรถ และสภาพของระบบปรับอากาศ งานบางประเภทอาจมีกลิ่นลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่กลิ่นจากเชื้อรา น้ำขัง หรือวัสดุที่ดูดซับกลิ่นมานาน อาจต้องแก้ไขแหล่งกำเนิดก่อน
เติมเต็มงานคาร์แคร์อย่างไร
สำหรับธุรกิจคาร์แคร์ เครื่องผลิตโอโซนช่วยเพิ่มบริการจากงาน “ล้างให้สะอาด” ไปสู่การดูแล “ความรู้สึกสะอาดและสดชื่นภายในรถ”
สามารถจัดเป็นบริการเสริมร่วมกับ:
1.แพ็กเกจทำความสะอาดห้องโดยสาร
ดูดฝุ่น เช็ดพื้นผิว ทำความสะอาดเบาะ พรม และตรวจหาแหล่งกำเนิดกลิ่น ก่อนจบงานด้วยกระบวนการจัดการกลิ่น
2.แพ็กเกจดูแลระบบปรับอากาศ
ตรวจไส้กรองแอร์ ช่องระบายน้ำ คอยล์เย็น และกลิ่นจากช่องแอร์ หากพบคราบหรือความชื้นต้องทำความสะอาดต้นเหตุก่อน แล้วจึงใช้โอโซนเป็นขั้นตอนเสริม
3.แพ็กเกจรถมือสองและรถเช่า
ช่วยปรับสภาพห้องโดยสารก่อนส่งมอบ สร้างความมั่นใจและเพิ่มภาพลักษณ์ความสะอาดของรถ
4.แพ็กเกจหลังเกิดเหตุเฉพาะหน้า
เช่น อาหารหก น้ำเข้ารถ หรือมีกลิ่นสัตว์เลี้ยง โดยต้องกำจัดคราบและทำให้พื้นที่แห้งสนิทก่อน
บริการที่ดีต้องเริ่มจากการกำจัดต้นเหตุ
หลักการดูแลคุณภาพอากาศภายในที่มีประสิทธิภาพควรเรียงจากการควบคุมแหล่งกำเนิด การระบายอากาศ และจึงใช้ระบบทำความสะอาดอากาศเป็นตัวเสริม
ดังนั้น กระบวนการบริการที่ถูกต้องควรประกอบด้วย:
1.ตรวจสอบว่ากลิ่นมาจากบริเวณใด
2.กำจัดขยะ คราบ น้ำขัง หรือวัสดุที่เสียหาย
3.ทำความสะอาดเบาะ พรม และพื้นผิว
4.ตรวจไส้กรองแอร์ คอยล์เย็น และท่อน้ำทิ้ง
5.ใช้โอโซนเป็นขั้นตอนเสริมในรถที่ไม่มีคนหรือสัตว์
6.ระบายอากาศและตรวจความพร้อมก่อนส่งมอบรถ
7.ไม่ควรใช้โอโซนเพื่อกลบปัญหาจากพรมเปียก เชื้อราที่มองเห็นได้ ซากสัตว์ น้ำรั่ว หรือไส้กรองแอร์ที่สกปรก เพราะกลิ่นมีโอกาสกลับมาอีก
ความปลอดภัยที่ผู้ให้บริการต้องให้ความสำคัญ
โอโซนสามารถทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาและเยื่อบุ ไอ เจ็บคอ แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบากได้ และอาจทำให้อาการของผู้ที่เป็นโรคทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น
***NIOSH ระบุค่าขีดจำกัดอ้างอิงสำหรับการสัมผัสในสถานที่ทำงานไว้ที่เพดาน 0.1 ppm ส่วน OSHA กำหนดค่าเฉลี่ยตลอดเวลาทำงานที่ 0.1 ppm ข้อมูลเหล่านี้เป็นมาตรฐานอ้างอิงด้านอาชีวอนามัยของสหรัฐฯ และไม่ควรใช้แทนกฎหมายหรือข้อกำหนดในประเทศไทย
ธุรกิจจึงควรกำหนดมาตรฐานอย่างน้อยดังนี้:
1.ห้ามมีลูกค้า พนักงาน สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งมีชีวิตอยู่ภายในรถระหว่างกระบวนการ
กั้นพื้นที่และติดป้ายเตือนอย่างชัดเจน
2.ปฏิบัติตามคู่มือของผู้ผลิตและกฎหมายความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
3.ห้ามใช้กลิ่นเป็นตัวตัดสินว่าโอโซนหมดแล้ว เพราะการไม่ได้กลิ่นไม่ได้แปลว่าระดับปลอดภัย
4.ระบายอากาศอย่างเพียงพอก่อนให้คนกลับเข้าไปในรถ
5.ใช้เครื่องตรวจวัดโอโซนที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมความปลอดภัย
6.อบรมพนักงานให้เข้าใจอันตรายและขั้นตอนฉุกเฉิน
***EPA ยังระบุว่าโอโซนความเข้มข้นสูงสามารถทำให้ยาง ฉนวนสายไฟ ผ้า และวัสดุบางประเภทเสื่อมสภาพได้ ผู้ให้บริการจึงควรตรวจสอบความเหมาะสมของรถและหลีกเลี่ยงการใช้งานเกินคำแนะนำของผู้ผลิต
***มีด ไว้ทำอาหารได้ ในขณะเดียวกันก็เป็นอาวุธได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน

